วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เพราะเหตุใด?? ชนบทจึงมีการพัฒนามากกว่าในเมือง

การพัฒนาชนบท

การพัฒนาชนบทของประเทศไทยเริ่มต้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ทว่าการพัฒนาในอดีตนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวชนบทอย่างแท้จริงเท่าไรนัก   เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะพัฒนาชนบทโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้ชนบทมีความ “ทันสมัย” โดยเน้นที่การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น สร้างถนน ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ด้วยหวังจะให้ชนบทมีเหมือนกับที่เมืองมี กระนั้น การพัฒนาชนบทโดยการทำให้ทันสมัยนี้  แทนที่จะลดช่องว่างระหว่างชนบทกับเมืองลง กลับไปขยายช่องว่างนั้นให้กว้างขึ้น เพราะแนวทางดังกล่าวได้เปลี่ยนชนบทให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรราคาถูกให้เมืองได้ “ดูด” ไปใช้อย่างสะดวก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน ผลลัพธ์ก็คือตัวเมืองกลับเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าเดิม และทิ้งห่างชนบทมากขึ้นเรื่อยๆบทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท   การพัฒนาชนบทโดยขาดความเข้าใจปัญหาของชนบทอย่างแท้จริงนั้นเปรียบได้กับนายแพทย์ที่วินิจฉัยอาการของผู้ป่วยผิด และสั่งยาผิดประเภทให้   แทนที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยนั้นดีขึ้น กลับทำให้ป่วยหนักกว่าเดิม แนวคิดที่ว่า การพัฒนาชนบทหมายถึงการทำให้ชนบทมีสภาพเป็นเมืองไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก   ในขณะที่เมืองสามารถเป็นศูนย์กลางทางการค้าซึ่งเต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย  ชนบทก็ควรจะรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ โดยอาจคงความเป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่ต่อไป  การตัดสินระดับของการพัฒนาจึงควรคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนชนบทมากกว่าความเจริญทางกายภาพแบบเมือง  ทั้งนี้ คุณภาพชีวิตในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแต่รายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากรวมถึง ระดับการศึกษา สาธารณสุข และเสรีภาพทางการเมือง และที่สำคัญต้องพัฒนาชนบทมากกว่าในเมือง เพราะทุกๆอย่างที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่ก้าวหน้า







ท่าคิดอย่างไร?? กับการนำแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชุมชนเมือง

เศรษฐกิจพอเพียง

 เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี



มีน้อยกินน้อย


ปลูกผักสวนครัว


ควรส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของคนชนบทหรือไม่?? อย่างไร???

การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

                การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์  และการสงวนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์นั้นก่อให้เกิดผลผลิตที่เรานำมาใช้บริโภคในชีวิต ประจำวันและสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ครอบครัว รวมทั้งส่งเป็นสินค้า ไปจำหน่วยยังต่างประได้  การนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปจะช่วยป้องกันการล้นตลาดของผลิตผลสด ซึ่งช่วยยกระดับราคาผลิตผล ไม่ให้ตกต่ำ การเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นอาหารระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถรับวัตถุ ดิบเพื่อผลิตเป็นอาหารจำนวนมากได้ การผลิตอาหารให้ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การส่งเสริม ให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารให้เป็นที่ยอมรับ และสามารถขยายตลาดการค้าออกไปสู่ต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มพูน รายได้ให้แก่ประเทศได้เป็นอย่างดี 









ท่านคิดอย่างไร?? กับการทำเกษตรกรรมด้วยเครื่องทุ่นแรงและเครื่องจักรกล

เครื่องทุ่นแรงและเครื่องจักรกล

ในอดีตการใช้เครื่องมือทุ่นแรงและเครื่องจักรกลเกษตรมีน้อยมาก เนื่องจากเกษตรกรปลูกพืชสำหรับบริโภคภายในครัวเรือน แต่ในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา จากการเพาะปลูกเพื่อบริโภค เริ่มมีการเพาะปลูกเพื่อการค้า การใช้เครื่องมือทุ่นแรงและเครื่องจักรกลเกษตรจึงได้แพร่หลายและเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉพาะเครื่องจักรกลเกษตรจะใช้มากขึ้น เนื่องจากมีการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชแซมหรือปลูกหลายฤดู การปรับปรุงพันธุ์ใหม่ซึ่งมีช่วงเวลาการเติบโตสั้นและต้องปลูกให้ได้ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสมจึงจะได้ผลดีเท่าที่ควรทำให้ต้องมีการใช้เครื่องจักรกลเกษตรเพื่อใช้เตรียมดินและเก็บเกี่ยวให้ทันเวลากับการปลูกพืชรอบต่อไป นอกจากนี้การขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นทำให้ต้องใช้รถไถนาช่วยเตรียมดินให้ทันเวลา อีกประการหนึ่ง การกระจายการปลูกพืชและพืชใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลเกษตรเข้าช่วย เพราะเกษตรกรอาจจะไม่มีความเข้าใจและความชำนาญในการปลูกพืชใหม่ เช่น ถ้าเราใช้เครื่องปลูกพืชและเครื่องใส่ปุ๋ย ก็จะช่วยให้สามารถปลูกได้แนวตรงและประหยัดการใช้ปุ๋ยนอกจากนี้ยังช่วยให้ง่ายต่อการกำจัดวัชพืช ในปัจจุบันเครื่องจักรกลที่นิยมใช้กันมากได้แก่เครื่องมือเตรียมดิน เช่น รถไถเดินตาม เป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะราคาถูก ผลิตได้ภายในประเทศขนาดเล็กเหมาะแก่การเกษตรในประเทศไทยและง่ายต่อการใช้ในไร่นา ส่วนรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่จะต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศโดยมากจะใช้กับพืชไร่ รถแทรกเตอร์เหล่านี้มักจะใช้กับผาลไถ และเครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องที่นิยมอีกชนิดหนึ่งคือ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งเกษตรกรมักจะมีไว้ใช้เองหรือใช้ร่วมกันเพราะการสูบน้ำเข้านาเป็นสิ่งจำเป็น เครื่องพ่นยาฆ่าแมลงเป็นเครื่องที่มีการช้แพร่หลายที่สุดเพราะราคาถูก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงที่โยกด้วยมือ ซึ่งผลิตได้ภายในประเทศ เครื่องจักรกลเกษตรที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น คือ เครื่องนวดพืช ในปัจจุบันนี้สามารถใช้กับพืชหลายชนิด เช่น ใช้กับข้าวถั่วเหลืองและถั่วเขียว เป็นต้น โดยเพียงแต่เปลี่ยนตะแกรงและความเร็วรอบของลูกนวดเท่านั้นเครื่องที่เริ่มจะได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องตัดอ้อยเครื่องเก็บข้าวโพด เครื่องเกี่ยวนวดข้าว เครื่องอบข้าวเปลือก เครื่องเหล่านี้จะช่วยลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวและเพิ่มคุณภาพของผลิตผล





ประโยชน์ของเครื่องมือทุ่นแรง
         การใช้เครื่องมือทุ่นแรงการเกษตรนั้น บางท่านอาจจะมีข้อข้องใจว่า จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างไร ในเมื่อ
เกษตรกรต้องใช้เงินลงทุนซื้อเครื่องทุ่นแรง ซึ่งบางครั้งอาจจะสูงเกินกำลังความสามารถของเกษตรกรก็ได้  ดังนั้นจึงขอทำความเข้าใจในขั้นนี้ก่อนว่าเครื่องมือทุ่นแรงจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ต่อเมื่อเกษตรกรสามารถใช้งานเครื่องมือทุ่นแรงต่างๆ ที่ตนซื้อมาได้อย่างคุ้มค่า กล่าวคือ มีจำนวนชั่วโมงการใช้งานเพียงพอมิฉะนั้นอาจจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตก็ได้ดังนั้นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาข้อแรกก่อนการลงทุนซื้อเครื่อง ก็คือ เกษตรกรมีงานที่จะใช้กับเครื่องมือทุ่นแรงมากน้อยเพียงไร  สามารถจะใช้รับจ้างได้แค่ไหน แล้วนำมาพิจารณาดูความเหมาะสมว่าควรจัดซื้อไว้ใช้งานของตนหรือไม่หรือเกษตรกรอาจจะใช้วิธีว่าจ้างจากเจ้าของเครื่องที่รับจ้างอยู่ในพื้นที่ของตน


ท่านคิดอย่างไร?? กับการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ เพื่อใช้ทำการเกษตรของคนชนบท

 การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ 

การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่เพราะปลูกในฤดูน้ำหลาก และเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้ง การเพาะปลูกโดยอาศัยน้ำจากเขื่อนนี้ มีผลทำให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวในฤดูแล้งที่เรียกกันว่า "นาปรัง" โดยทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ทำให้ผลิตผลของข้าวเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแม้ในปีใดที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล  ชาวนาที่อยู่ในบริเวณที่สามารถรับน้ำจากเขื่อนชลประทานนี้ได้ ทางเขื่อนก็จะปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้มาให้ชาวนาเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีนั้น ทำให้ชาวนาเหล่านี้ไม่ต้องรอพึ่งฝนตามธรรมชาติ   เขื่อนใหญ่ๆ  ของประเทศที่ให้น้ำเพื่อการเพาะปลูกแก่คนชนบทเหล่านี้ เช่น เขื่อนภูมิพล หรือที่เรียกกันว่า เขื่อนยันฮี ที่จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นต้น ในการทำการเกษตรโดยอาศัยชลประทานนี้ยังมีการปรับปรุงที่ดินเพื่อให้มีการส่งน้ำเข้าออก ในที่ดินการเกษตรได้สะดวกและเหมาะสมอีกด้วย อย่างไรก็ดี เขื่อนใหญ่ๆ เหล่านี้จะสร้างได้เป็นบางแห่งตามแม่น้ำสายสำคัญๆ เท่านั้น ดังนั้น การใช้ระบบชลประทานจึงมีอยู่เฉพาะในพื้นที่ชนบทบางแห่งเท่านั้น พื้นที่ชลประทานขณะนี้มีมากในภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้นั้นมีพื้นที่ชลประทานน้อยมาก เนื่องจากภูมิประเทศไม่อำนวย




 การกักเก็บน้ำด้วยระบบชลประทานช่วยให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้ง

ค่าแรงงานในชนบท "ถูกกว่า" ในเมือง จริงหรือไม่???? อย่างไร

ค่าแรงงาน

โดยที่ชนบทเขตต่างๆ มีความแตกต่างกัน ทำให้คนชนบทในเขตที่ไม่มีงานทำในฤดูแล้ง ต้องเดินทางจากท้องถิ่นของตนมารับจ้างทำงานการเกษตรและนอกการเกษตรในเขตที่มีงานให้ทำ หรือมีค่าจ้างสูงกว่าการรับจ้างทำเกษตรในท้องถิ่นของตน จะเห็นตัวอย่างได้จากการที่คนชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ได้มารับจ้างตัดอ้อยในภาคกลางซึ่งได้ค่าจ้างใน พ.ศ. ๒๕๓๐ ประมาณ ๖๕-๗๐ บาทต่อวัน หรือการรับจ้างกรีดยางในภาคใต้ซึ่งได้ค่าจ้างไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาทต่อวัน นอกจากนี้โอกาสในการทำงานหรือระยะเวลาที่จะมีงานให้ทำนั้นก็ต่างกัน การรับจ้างทำนาในภาคอีสานจะมีงานให้ทำไม่เกิน ๙๐ วัน ใน ๑ ปี เพราะเขตชนบทในภาคอีสานนั้นส่วนใหญ่ยังปลูกข้าวได้เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ส่วนฤดูแล้งส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำเพียงพอเพื่อใช้ในการปลูกข้าว หรือพืชไร่อื่นๆ ได้เลย ส่วนการรับจ้างกรีดยางในภาคใต้จะมีโอกาสได้ทำงานถึง ๒๐๐ วันใน ๑ ปี สำหรับการรับจ้างนอกการเกษตร ได้แก่ การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม และการรับจ้างทั่วไปในเมืองหรือกรุงเทพฯ ได้รับค่าจ้างตามพระราชบัญญัติกฎหมายแรงงาน คือในต้น พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้วันละ ๗๘ บาท และอาจมีงานทำตลอดทั้งปี แต่งานเหล่านี้ก็มีไม่มากพอ สำหรับคนชนบทจำนวนมากของเราซึ่งไม่สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้ง 










ราคาพืชผลทางการเกษตร มีผลกระทบต่อฐานะของคนชนบทหรือไม่ ?? อย่างไร????

ราคาของพืชผล 

          มีส่วนทำให้คนชนบทเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตซึ่งทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของคนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในอดีตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาราคาปอและมันสำปะหลังสูง คนชนบทบางส่วนก็เพิ่มเนื้อที่ปลูกปอและมันสำปะหลังกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงชนิดของพืชผลและราคาพืชผลที่สูงขึ้นนี้ มีผลทำให้ฐานะของคนชนบทดีขึ้นด้วย ในท้องถิ่นที่สามารถเพาะปลูกพืชที่มีราคาสูง รายได้ของคนชนบทนั้นๆ ก็จะสูงตามไปด้วย เพราะการเพาะปลูกแต่ละอย่างจะให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน เช่น ในปีการเพาะปลูก ๒๕๒๕-๒๕๒๖ การใช้เนื้อที่ ๑ ไร่ เพื่อการปลูกพืชต่างชนิดกัน จะทำให้ได้กำไรหรือรายได้ที่แตกต่างกันคือ ถ้าปลูกข้าวได้กำไร ๕๗๙ บาท ปลูกข้าวโพดได้กำไร ๒๐๖ บาท ปลูกมันสำปะหลังได้กำไร ๖๗๗ บาท และปลูกอ้อยได้กำไร ๘๐๐ บาท อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปทุกปี นอกจากนั้นพืชชนิดที่ให้ผลตอบแทนสูงนั้นอาจสามารถทำการเพาะปลูกได้เพียงบางแห่งเท่านั้น ในเขตที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชเหล่านี้ได้ คนชนบทเหล่านั้นก็ยังคงได้รับผลตอบแทนต่ำอยู่เช่นเดิม



 อ้อย พืชที่มีอัตราราคาพืชผลสูง ทำให้ชาวชนบทหันมาปลูกกันมาก



ข้าวโพด


มันสำปะหลัง



ความรู้มีความจำเป็นในการทำการเกษตรของคนชนบทมากน้อยเพียงใด?? อย่างไร??

การนำความรู้มาใช้ในการทำการเกษตรของคนชนบท

          โดยความรู้นั้นจะทำให้รู้วิธีการนำพันธุ์พืชใหม่ที่ให้ผลิตผลเพิ่มมากขึ้น สามารถต้านทานโรคได้ดีขึ้น และเหมาะสมกับสภาพของพื้นที่มาใช้แทนพันธุ์พืชเก่าหรือพันธุ์พื้นเมืองที่ใช้กันมานาน เช่น ข้าว กข. พันธุ์หมายเลยต่างๆ ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าให้ผลิตผลเพียง ๖๗-๗๕ ถังต่อไร่ เทียบกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ผลิตผลเพียง ๒๕-๓๐ ถังต่อไร ข้าวซิวแม่จันเป็นพันธุ์ข้าวชนิดข้าวเหนียวที่สามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ราบมีน้ำขังและพื้นที่ดอน ให้ผลิตผลประมาณ ๔๐ ถังต่อไร่ เมื่อเทียบกับข้าวไร่พันธุ์พื้นเมือง ซึ่งให้ผลิตผลประมาณ ๒๐-๒๕ ถังต่อไร่ ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณหมายเลย ๑ และ ๒ ให้ผลิตผลประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ เทียบกับข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง ให้ผลิตผลประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ เป็นต้น ความรู้ทางการใช้สารเคมี ตลอดจนความรู้ทางการตลาด และสามารถนำความรู้มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพของผลผลิตต่อไป



เมล็ดพันธุ์





การสาธิตการใช้เครื่องจักรกล


ท่านคิดอย่างไร??กับการทำการเกษตรแบบยังชีพของคนชนบท

เป็นการทำการเกษตรที่มิได้มุ่งหวังผลิตเพื่อการจำหน่าย มุ่งเพื่อเป็นแหล่งอาหารและใช้ในครอบครัว อาจมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันบ้าง ผลิตโดยใช้พันธุ์ที่มีอยู่ ใช้ปัจจัยที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นหลัก