คนในชนบทส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษตร การเกษตรเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับดิน น้ำ และอากาศเป็นอย่างมาก ชีวิตคนในชนบทจึงมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ถ้าปีไหนฝนตกตามฤดูกาลพืชผลก็จะงอกงาม ถ้าปีใดแห้งแล้งพืชผลก็จะเสียหาย คนชนบทก็จะเดือดร้อนมีข้าวไม่พอกิน ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อจะมาซื้อข้าวกิน ธรรมชาติเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตที่สำคัญของคนในชนบท ไม่ว่าจะทำอะไร เมื่อไร หรือจะกินอะไรก็ขึ้นกับธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ในภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ชาวนามักจะเริ่มปลูกข้าวในช่วงฤดูฝน โดยการไถและหว่านหรือปักดำ ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน- มกราคม การทำนาโดยอาศัยน้ำฝนนี้เรียกว่า "การทำนาปี" ส่วนภาคใต้มีฝนตกล่ากว่าในภาคอื่น ๆ ชาวนาในภาคใต้จึงเริ่มการไถเพื่อเตรียมพื้นที่และปักดำข้าวในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน และจะเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
อาหารการกินของคนชนบทก็อาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ พวกพืชผักท้องถิ่น เช่น กระถิน ยอดมะขาม หน่อไม้ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ตำลึง เป็นต้น ซึ่งชาวชนบทไม่ต้องซื้อกินเหมือนคนในเมือง นอกจากนี้ พวกสัตว์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นก็ใช้เป็นอาหารสำหรับคนชนบทได้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เรียกกันว่าภาคอีสาน มักกินพวกจิ้งหรีด ตั้กแตน ตัวอ่อนของดักแด้ไหม ส่วนทั่ว ๆ ไปก็กินปูนา กบและเขียด ตลอดจนกุ้งฝอยและปลา ที่มากับกระแสน้ำในฤดูน้ำ คนชนบทในภาคอีสานมักจะนำปลาและกุ้งที่จับได้นำมาทำเป็นปลาร้า และกุ้งแจ่ว เพื่อเก็บไว้กินนาน ๆ ส่วนคนชนบทที่อยู่ใกล้บริเวณอ่าวไทย เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ก็ได้อาศัยธรรมชาติ คือน้ำทะเลทำนาเกลือและทำการประมง การทำมาหากินของคนชนบทจึงขึ้นอยู่กับสภาพธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่นซึ่งไม่เหมือนกัน
คนที่อาศัยอยู่ในเมือง ส่วนใหญ่ไม่ทำการเกษตร ชีวิตประจำวันของคนในเมืองจึงไม่ต้องอาศัยธรรมชาติมากเท่ากับคนในชนบท การไม่ต้องพึ่งธรรมชาติทำให้คนในเมืองมีวิถีชีวิตซึ่งมักถือกันว่าเจริญแล้ว คือ จะเลือกทำอะไรก็ได้หลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ทำการค้า ทำอุตสาหกรรม การก่อสร้างและให้บริการ สิ่งเหล่านี้มิต้องพึ่งปริมาณฝนแต่ขึ้นอยู่กับเงินทุน และเครื่องจักรกลมากกว่า ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ การดำเนินกิจการต่าง ๆ นี้ ให้ผลิตผลต่อประเทศดังนี้ การทำการค้าคิดเป็นร้อยละ ๑๑.๗ การทำอุตสาหกรรมร้อยละ ๒๑.๓ การก่อสร้างร้อยละ ๕.๗ และการให้บริการร้อยละ ๑๕.๒ แต่คนในเมืองต้องพึ่งอาหารการกินซึ่งเป็นผลิตผลมาจากชนบท การที่คนในเมืองมีเงินไปซื้อเครื่องจักรและเครื่องใช้จากต่างประเทศนั้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากเงินที่ขายผลิตผลทางการเกษตรที่คนชนบทผลิตได้ และวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมประเภทอาหาร จำพวกผักและผลไม้กระป๋อง น้ำมันพืช ก็ใช้วัตถุดิบจากการเกษตรทั้งสิ้น ดังนั้น ความเจริญในเมืองเกือบทั้งหมด ในประเทศของเราจึงมีรากฐานมาจากชนบท
การใช้ชีวิตของคนเมือง เร่งรีบ รีบเร่งส่วนคนในชนบท ทำสวนทำไร่ ชีวิตเรียบง่ายแต่การใช้ชีวิต ทั้ง 2 แบบ ต้องมีเงินและจะรู้สึกสบายใช่ไหมค่ะ ถ้าให้ฉันเลือกก็คงเลือกที่จะทำงานในเมืองนะ เพราะพลเมืองเยอะ และหางานที่สร้างรายได้ ให้เราเก็บสะสมได้ทีละมากๆเพื่อวันหนึ่ง จะได้กลับไปมีชีวิตที่เรียบง่าย แบบพอเพียง ค่ะ
ตอบลบการใช้ชีวิตของคนในชนบทกับคนในเมืองนั้นมีความแตกต่างกันเนื่องจากทั้งชนบทและในเมืองมีสภาพแวดล้อมที่ต่างกันทำให้วิถีการดำเนินชีวิตย่อมต่างกันเป็นธรรมดา
ตอบลบคนในชนบทไม่ต้องแข่งขันกับใคร ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีความจริงใจให้กันและกัน ส่วนคนเมือง ต้องมีความเร่งรีบกับรื่องส่วนตัวและบางคั้งแม้แต่ตัวเองยังไม่ค่อยได้ใส่ใจเลย จึงก่อให้เกิดความเห็นแกตัว
ตอบลบความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบการใช้ชีวิตของคนในชนบทแตกต่างจากคนเมืองเพราะคนชทบทมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เห็นแก่ตัวเหมือนคนเมือง
ตอบลบชีวิตชนบท ไม่วุ่นวาย หาความสงบและอากาศที่บริสุทธิ์ ถึงไม่หรูแต่เรา อยู่ได้ด้วยความพอเพียง
ตอบลบการใช้ชีวิตในชนบทจะไม่มีความวุ่นวาย มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ตอบลบการใช้ชีวิตในชนบทค่อนข้างที่จะเรียบง่าย ไม่เหมือนในเมืองที่ค่อนข้างที่จะวุ่นวาย
ตอบลบชีวิตชนบทไม่วุ่นวาย มีอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องกลัวมลภาวะทั้งทางเสียงและทางอากาศ ส่วนชีวิตในเมือง มันแสนจะวุ่นวาย มีแต่ชีวิตที่ต้องเร่งรีบ แข่งขันกัน และมีมลพิษในด้านต่างๆเยอะมาก
ตอบลบ